เหยดดด ดองเป็นสามปี เพิ่งมาอัพดูด เหอะๆ
วันเน้ค่อดร้อนเลย นอนดีกว่า กรั่กๆ(นอนไปแล้วเฟร้ย เพิ่งตื่น มาตอนหกโมงเย็น)
อ่านบทความเรื่องความรุนแรง เพราะจะรีวิว แล้วเอาไปเขียนเรื่อง "ความรุนแรงในผู้สูงอายุ"
นี่ช้านทำทุกเรื่องเกี่ยวกับคนแก่รุยหรอเนี่ย เหอะๆ จบไปหวังว่าคงได้ทำงานที่ มส.ผส. น้า หุหุ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย)
เข้าเรื่องเว้ยยย~ ก็รีวิวไปรีวิวมา แต่เจอเรื่องวัฒนธรรมความรุนแรงของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และความรุนแรงของ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในบล็อคของ อ.สฤณี อาชวานันทกุล และบล็อนเน้ค่ะ >> http://somsakcouppostings.blogspot.com/ คาดว่าเจ้าของบล็อคทั้งสองท่านเป็นนักสังคม ที่ต่อต้านความรุนแรง แบบสัตว์ป่า (แบบไหนหรอ 2PM นั่นไอดอลสัตว์ป่า แสรดดด)
แต่เรื่องวัฒนธรรมความรุนแรงของ อ.ทั้งสองท่าน เป็นแนวความคิดความรุนแรง ที่กำลังร้อนระอุในปัจจุบัน เลยอยากเอาลงไว้ในคนที่สนใจ (ทางวิชาการ) ได้อ่านบ้าง และพวกเล่นกีฬาสีทั้งหลายได้หันหน้ามาคุยกันดีๆ (มันจะมีวันนั้นมั้ยวะ) ยิ่งแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเท่าไหร่ก็ยิ่งดราม่าขึ้นเรื่อยๆ เอ้ย มีวาทกรรมหลายชุดเข้ามาเรื่อยๆ จนตาสีตาสา คนธรรมดา และไม่ธรรมดา ต้องเลือกรับวาทกรรมบางชุดที่เหมาะกับพวกเค้า แต่ถ้าจะเลือกไม่รับวาทกรรมชุดไหนเลย ก็ไม่ผิดนี่ เนอะ~
วัฒนธรรมความรุนแรง (อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์)
ความรุนแรงเป็นส่วน
หนึ่งของทุกวัฒนธรรม รวมทั้งวัฒนธรรมไทยด้วย
ในแง่หนึ่ง
ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ คือใช้ความรุนแรง ไม่ใช่เพื่อความรุนแรง
แต่ใช้เพื่อเป้าหมายอย่างอื่น เช่น ใช้เพื่อเอาชนะในความขัดแย้ง,
ใช้เพื่อปราบปรามคนชั่วหรือคนดื้อ, ใช้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี,
หรือแม้แต่ใช้เพื่อ "สันติภาพถาวร"
ในแง่นี้แหละครับที่สันติวิธีเสนอเครื่องมืออื่นเข้ามาแทนที่
พร้อมทั้งพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า, สูญเสียน้อยกว่า
และได้ผลยั่งยืนกว่าความรุนแรง
(ผมควรวงเล็บข้อสังเกตไว้ด้วยว่า
สันติวิธีก็เป็นส่วนหนึ่งของทุกวัฒนธรรมด้วยเหมือนกัน)
ความรุนแรงในแง่ของเครื่องมือนั้น ผมคิดว่ามีในทุกวัฒนธรรม
และเพราะมันเป็นวัฒนธรรม จึงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามแต่เงื่อนไขทางสังคมด้วย
เช่น อาจใช้บ่อยขึ้นหรือใช้น้อยลง
ตลอดจนให้ความหมายใหม่แก่วิธีการที่รุนแรงให้แรงขึ้นก็ได้
ให้มองไม่เห็นก็ได้
หรือให้ความหมายใหม่แก่ผู้กระทำความรุนแรงและเหยื่อก็ได้
คงไม่ต้องพูดกันยืดยาวก็มองเห็นอยู่แล้วว่า
วัฒนธรรมไทยนับแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน
ไม่เคยปฏิเสธความรุนแรงในฐานะเครื่องมือ
พึงใช้ในเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยเท่านั้น
แต่ยังมีความรุนแรงอีกแง่หนึ่ง ซึ่งผมก็อธิบายได้ไม่ชัดเหมือนกัน
ผมขอเรียกว่าการให้คุณค่าแก่ความรุนแรงโดยตัวของมันเอง
เพราะเอาความรุนแรงหรือศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรงไปผูกกับอำนาจความรุนแรงใน
แง่นี้ก็คงมีในทุกวัฒนธรรมเหมือนกันกระมังครับ เช่น
รัฐโบราณมักใช้การลงโทษที่ทารุณโหดร้ายเพื่อแสดงพระราชอำนาจ
(มากกว่ารักษาความสงบ)
อย่างไรก็ตาม ผมออกจะ "รู้สึก"
(คือไม่ได้ค้นคว้าอะไรมามากมาย) ว่า
วัฒนธรรมไทยเน้นคุณค่าของความรุนแรงไม่สู้จะมากนัก เช่น
ในขณะที่มีการลงโทษอย่างทารุณโหดร้าย แต่กลับไปเน้นพระราชอำนาจที่ธรรมะบ้าง
"พระมหากรุณาธิคุณ" บ้าง บุญญาบารมีบ้าง เป็นต้น
พระเอกในวรรณคดีเก่าของไทยกล้ามลีบนะครับ อ้อนแอ้นอรชร
รูปร่างของพระเอกไม่แสดงศักยภาพของการใช้ความรุนแรงเลย
โจรไพร่ที่ไหนเห็นก็นึกว่าจะเตะเล่นได้ง่ายๆ
แต่พอต่อสู้เข้าจริงก็มีฤทธิ์เดชเพราะบารมีแต่หนหลังบ้าง
เพราะมีเวทมนตร์บ้าง
จนสามารถใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือปราบปรามศัตรูได้เหมือนดีดนิ้ว
ต่างจากเฮอร์คิวลิสนะครับ
กล้ามใหญ่และแสดงศักยภาพของการใช้ความรุนแรงได้ชัดเจนเลย
ผมมีความรู้เกี่ยวกับกรีกไม่พอจะบอกได้หรอกครับว่า
กล้ามใหญ่ในวัฒนธรรมกรีกหมายถึงศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรง
หรือเป็นความงามอันสมบูรณ์ของมนุษย์เพศชาย
แต่อย่างที่บอกแหละครับ
คือ "รู้สึก"
ว่าวัฒนธรรมไทยแต่ก่อนให้คุณค่าแก่ความรุนแรงในตัวของมันเองน้อย
อย่างน้อยก็น้อยกว่าปัจจุบัน
ผมอยากจะเดาต่อด้วยว่า
การให้คุณค่าแก่ความรุนแรงเช่นนี้มากับการสร้างชาติซึ่งได้รับอิทธิพลความ
คิดของฝรั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างมาก
ชาติต้องมีความเข้มแข็ง
ซึ่งมักมีความหมายถึงศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรงอย่างมีประสิทธิภาพ
"หากหวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ"
เกณฑ์อย่างหนึ่งซึ่งมักใช้สำหรับตัดสินความเป็นมหาราชของกษัตริย์คือ
รบเก่งหรือไม่ ในรัชสมัยขยายพระราชอาณาเขตไปได้กว้างขวางหรือไม่
เหล่านี้เป็นต้น
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19
เกิดความคิดในหมู่ฝรั่งว่าชนชาติต่างๆ
นั้นล้วนมีอุปนิสัยประจำชาติที่สืบทอดกันมาอย่างไม่เสื่อมคลาย
จึงมีชาติขี้เล่น, ชาติเคร่งเครียด, ชาติทหาร (martial race), ชาติ
"ตัวเมีย" (feminine race), ฯลฯ ตามแต่จะว่ากันไป
(ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ชัดเจนในงานนิพนธ์ของหลวงวิจิตรวาทการ)
แล้วเราอยากเป็นชาติอะไร ก็ต้อง "ชาตินักรบ" สิครับ ("ไทยนี้รักสงบ
แต่ถึงรบไม่ขลาด")
จึงทำให้ความเข้มแข็งของชาติมีความหมายที่เน้นศักยภาพของการใช้ความรุนแรง
สูง
โชคดีที่ผู้นำไทยนับตั้งแต่ ร.5 สืบมาถึงสมัยหลัง ใช้ความเป็น
"ชาตินักรบ" สำหรับปลุกใจประชาชนเท่านั้น แต่ไม่ได้เอาไปปลุกใจตัวเอง
ต่างจึงมีสำนึกได้ดีว่า ในความเป็นจริงนั้น
ศักยภาพของการใช้ความรุนแรงของไทยนั้นมีจำกัดมาก โดยเฉพาะกับอริราชศัตรู
เราจึงประคองตัวมาได้ แม้อย่างทุลักทุเล
แต่ก็ไม่ถึงกับย่อยยับอัปราในโลกแห่งความรุนแรงที่เราต้องเผชิญอยู่
แม้กระนั้น
วัฒนธรรมทางราชการที่ปลูกฝังประชาชนให้ยกย่องคุณค่าของความรุนแรงในตัวของ
มันเองก็มีพลังอยู่ในสังคมไทยไม่น้อย
คนไทยโดยเฉพาะที่ได้ผ่านการศึกษาในระบบและรับสื่อมากหน่อย เช่น คนชั้นกลาง
จึงยกย่องศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรง
และมองเห็นการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่วิเศษอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
ผมได้ความรู้สึกอย่างนี้จากการอ่านกระดานข่าวในเว็บไซต์ต่างๆ น่ะครับ
ฉะนั้น
เราจึงมีวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงสองอย่าง คือ
ชนชั้นนำถึงจะยกย่องเชิดชูความรุนแรงอย่างไร
ก็มีสำนึกในความเป็นจริงถึงข้อจำกัดของศักยภาพนั้น
หรือแม้แต่สำนึกถึงข้อจำกัดของตัวความรุนแรงในฐานะเครื่องมือ
ในขณะที่เรามีวัฒนธรรมของประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมือง
ซึ่งนิยมยกย่องความรุนแรงทั้งโดยตัวของมันเองและในฐานะเครื่องมืออย่างสุด
ลิ่มทุ่มประตู
แต่ก็อยู่กันมาได้โดยดี
เพราะประเพณีปกครองของไทยนั้น อนุญาตให้ชนชั้นนำพูดกับประชาชนอย่างหนึ่ง
แต่ทำอะไรอีกอย่างหนึ่งข้างหลัง ฉะนั้น
จอมเผด็จการผู้เห้ยมหาญจึงอาจบอกประชาชนได้ว่า
ระดมพลเผชิญหน้ากับขบวนการปะเทดลาวเลย ไม่ต้องไปกลัวมัน
แต่เบื้องหลังคือได้เจรจากับวอชิงตันเรียบร้อยแล้ว
มหามิตรของเราจึงส่งกองกำลังเข้ามาสมทบ
ผู้นำจึงเหี้ยมหาญในสายตาประชาชนต่อไป
ในขณะที่เราไม่ต้องเผชิญกับอริราชศัตรูโดยลำพัง หรือโดยตรงด้วยซ้ำ
เพราะสภาพการณ์ได้กลายเป็นแนวรบด้านหนึ่งของสงครามเย็นระดับโลกไปแล้ว
วัฒนธรรมความรุนแรงซึ่งมีสองมิติอย่างนี้เริ่มจะหายไปเมื่อประเทศไทยก้าว
เข้าสู่ระบอบเลือกตั้งธิปไตย
คนที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำไม่ได้สืบเนื่องกับชนชั้นนำในอดีต (เช่น
ผ่านระบบราชการ)
แต่กลายเป็นคนชั้นกลางที่มีวัฒนธรรมความรุนแรงแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
เชื่อทั้งในความรุนแรงและเชื่อทั้งในเครื่องมือความรุนแรง
วัฒนธรรมชนชั้นนำที่เปลี่ยนไปอย่างนี้ ผมคิดว่าค่อยๆ เริ่มขึ้นมานานแล้ว
แต่เห็นได้ชัดในสมัย คุณทักษิณ ชินวัตร นี้แหละครับ
โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงในฐานะเครื่องมือจนแทบจะกล่าวได้ว่า
ตะแกใช้เครื่องมือชนิดนี้สำหรับแก้ปัญหาแทบทุกเรื่อง นับตั้งแต่ยาเสพติด,
ชนกลุ่มน้อย, แรงงานอพยพ, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ฯลฯ
เพื่อความเป็นธรรม ควรกล่าวด้วยว่า
นโยบายใช้ความรุนแรงนี้ไม่ได้ทำโดดๆ นะครับ
ทำท่ามกลางเสียงเชียร์มากบ้างน้อยบ้างของคนชั้นกลางที่ไปร่วมขับไล่แกในภาย
หลังนั่นแหละครับ
ความรุนแรงในฐานะวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับการเมือง,
เศรษฐกิจและสังคมอย่างแยกออกจากกันไม่ได้
ผมคิดเรื่องข้างต้นทั้งหมดนี้เมื่ออ่านรายงานของ กอส.
ซึ่งเสนอให้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้สามระดับ คือ ระดับบุคคล,
ระดับโครงสร้าง และระดับวัฒนธรรม
ส่วนที่ลึกสุดคือวัฒนธรรม
ซึ่งจะพูดว่าสำคัญที่สุดก็ได้
เพราะถ้าไม่แก้ถึงระดับนี้ก็ยากที่จะรักษาสันติสุขไว้อย่างยั่งยืนได้
ไม่ใช่เฉพาะในภาคใต้นะครับ แต่ในสังคมไทยโดยรวมทั้งหมดทีเดียว
และระดับนี้แหละครับที่ผมคิดว่ายากที่สุด เช่น
จะส่งเสริมให้สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในการเผชิญความขัด
แย้ง ทำได้อย่างไรครับ
ผมไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้นะครับ ทำได้
แต่ทำยากเท่านั้น
เพราะการใช้ความรุนแรงในฐานะเครื่องมือเป็นส่วนหนึ่งที่ฝังลึกอยู่ใน
วัฒนธรรมไทยปัจจุบันไปเสียแล้ว โดยเฉพาะวัฒนธรรมการ "จัดระเบียบสังคม"
ต่างๆ (เช่น แก้ปัญหาอาชญากรรมทุกอย่างด้วยการออกกฎหมายเพิ่มโทษ)
ทัศนคติที่ให้คุณค่าแก่ความรุนแรงฝังอยู่ในระบบการศึกษา
(ทั้งในและนอกโรงเรียน), ในสื่อ, ในระบบการเมือง, ในกฎหมาย, ในคำเทศน์,
ในพิธีกรรม, ในวิถีชีวิตทั้งหมดของคนชั้นกลางไทยเลยก็ว่าได้
คนกลุ่มเดียวที่มีความตื่นตัวทางการเมือง
และมีสมรรถภาพจะเข้าถึงอำนาจรัฐได้
คือคนที่อยู่ในวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงอย่างเหนียวแน่น ฉะนั้น
ผมจึงไม่ค่อยมีความหวังว่ารัฐจะสามารถเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องนี้
ได้มากนัก
สิ่งที่น่าคิดกว่าก็คือ
ประชาชนมีพลังพอจะเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมได้หรือไม่
ถ้ามีไม่พอ ทำอย่างไรถึงจะมีพอ
เครดิตโตะ: บล็อค อ.สฤณี อาชวานันทกุล
ความรุนแรงของ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
(27 กันยายน 2549)
ใคร
ที่อยู่หรือติดตามความเคลื่อนไหวในวงวิชาการทั้งในไทยและตะวันตกในระยะ
10-20 ปีที่ผ่านมา หรือไม่เพียงแต่ในวงวิชาการ
แต่รวมถึงแม้กระทั่งวงการรัฐบาล งานประเภทสังคมสงเคราะห์ และ ngo ต่างๆ
ย่อมยากจะไม่ทราบว่า มีความพยายามที่จะ "ขยายคำนิยาม" คำหรือจินตภาพ
(concepts) จำนวนมาก ที่ก่อนหน้านั้น เคยมีความหมายอย่างจำกัด เช่น คำหรือ
concepts ประเภท "การลวนลามทางเพศ" (sexual harrasment), "การทารุณเด็ก"
(child abuse) เป็นต้น ให้มีความหมายหรือ "นิยาม" ที่กว้างขึ้น
ใน
บรรดาคำหรือ concepts ที่มีการพยายามขยายความหมายนี้ คำว่า "ความรุนแรง"
จัดว่าเป็นคำหรือ concept ที่เด่นที่สุดคำหนึ่ง
ในอดีต
คำนี้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ "ความรุนแรงทางกายภาพ" (physical violence)
คือการใช้กำลัง (physical force) ต่อกัน เช่น ตบตี ชกต่อย
ไปจนถึงฆ่ากันด้วยอาวุธ นักวิชาการและวงการรัฐบาลสมัยใหม่
ได้พยายามขยายความหมายคำนี้ออกไป
ให้รวมถึงรูปแบบอื่นๆที่แม้จะไม่ใช่การใช้กำลัง แต่กล่าวกันว่า
มีผลเหมือนๆกัน เช่น "ความรุนแรง" ทางวาจา (verbal violence) หรือกระทั่ง
(นี่เป็นคำ favorite ในหมู่ผู้พยายามขยายนิยาม) "ความรุนแรง" ทางโครงสร้าง
(คือ "โครงสร้าง" สังคม มีลักษณะหรือทำให้เกิดความ "รุนแรง" ต่อสมาชิก) ฯลฯ
โดย
ธรรมชาติของมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ต้องสัมพันธ์หรือเข้าถึงสิ่ง
(things) ต่างๆ โดยผ่านตัวกลาง (mediation) และตัวกลางนี้ (ที่สำคัญคือ
ภาษา (language) และ จินตภาพ (concepts) ต่างๆ) ไม่ได้อยู่ในลักษณะ "ติด"
กับสิ่งต่างๆมาโดยธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องทีคนในสังคม ตกลงร่วมกันที่จะ
"ผูก" คำหรือ concepts ใด เข้ากับสิ่งใด
โดยมีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามเวลา หรือในช่วงเวลาหนึ่ง
อาจจะมีความแตกต่างภายในกลุ่มคนที่ต้องการ "ผูก" หรือเชื่อมโยงคำหรือ
concepts ทีต่างกัน เข้ากับสิ่งเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำการ
พูดคุยเจรจา ต่อรองตกลง ไปถึงรณรงค์ ต่อสู้ ฯลฯ ในหมู่ผู้คนในสังคม
เครดิตโตะ: http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/10-20-ngo-concepts-concepts-sexual.html
ออกจะวิชาการหน่อยๆ (ก็เมิงเรียนเพื่อจะเป็นนักวิชาการนี่หว่า) อาววหล่ะ รีวิวไปเล็กน้อย กลับไปปั่นเทอมเปเปอร์ต่อ เด็กสังคมศาสตร์การแพทย์สู้ๆ หุหุ